|
|
ผีตาโขน อ. ด่านซ้าย จ. เลย
|
ผีตาโขน ตำนานเรื่องเล่า ผีตาโขน
ที่มาของผีตาโขน
นับเป็นอุบายอันแยบคายเฉพาะของบรรพบุรุษเมืองด่านซ้ายให้เด็ก ๆ
ในเมืองเล่นสนุกกันเป็นการส่งท้ายงานบุญ โดยจับเอา เวสสันดรชาดก พระชาติที่
10 ที่สำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้าในตอนที่พระเวสสันดรจะได้กลับคืนพระนคร
บรรดาผีป่าทั้งหลายต่างพากันมาส่งเสด็จจนถึงในเมือง
เมื่อเข้าเมืองด้วยความเป็นผีป่าไม่เคยเข้าเมือง
ก็เลยออกพากันตระเวณเที่ยวเมือง โดยไม่ได้ทำอันตรายใคร
แต่ด้วยความที่เป็นผี เมื่อชาวเมืองไปพบเข้าจึงตกใจกลัว
สัญชาตญาณผีก็อดที่จะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกชาวบ้านไม่ได้
เมื่อได้เวลาบรรดาผีป่าก็จะพากันออกนอกเมืองกลับคืนสู่ป่า
พร้อม ๆ กับนำพาความโชคร้ายและทุกข์โศกโรคภัยทั้งปวงออกจากเมืองไปด้วย
ประเพณีแห่ผีตาโขน เป็นงานประเพณีเล็ก ๆ
ที่เล่นกันอยู่ในขอบเขตอำเภอเล็ก ๆ คืออำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
แต่ด้วยรูปแบบและเนื้อหาของงานที่เป็นเรื่องผี ๆ
แต่เป็นผีน่ารักน่าสนุกจึงน่าสนใจยิ่งสำหรับมนุษย์ งานเล็กจากอำเภอเล็ก ๆ
งานนี้ สุดท้ายจึงก้าวออกไปเป็นงานประเพณีที่เชิดหน้าชูตาของภูมิภาคอีสาน
และกลายเป็นงานประเพณีระดับชาติ
ทุกปีจะมีชาวต่างประเทศจากทั่วโลกเดินทางไปเที่ยวชมงานผี ๆ
งานนี้กันปีละไม่ใช่น้อย
งานประเพณีแห่ผีตาโขน
เป็นการรวมงานสำคัญของท้องถิ่นสามงานเข้าด้วยกันคือ งานบุญผะเหวด
หรือบุญพระเวส อันเป็นงานฉลองการฟังเทศน์มหาชาติ งานแห่ผีตาโขน
และงานบุญบั้งไฟ เข้าด้วยกัน
รูปแบบประเพณี
งานประเพณีแห่ผีตาโขน
ผูกพันแนบแน่นกับองค์พระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองคือ
องค์พระธาตุศรีสองรักษ์
ที่เชื่อกันว่าสร้างขึ้นโดยพระมหาจักรพรรดิฝ่ายกรุงศรีอยุธยาและพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชฝ่ายกรุงศรีสัตนาคนหุด
เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงมิตรภาพระหว่างกัน
วงจรของประเพณีผีตาโขน
เริ่มต้นขึ้นโดยบุคคลศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองสองคนคือ
เจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียม ที่มีฐานะเป็นดังผู้วิเศษหมอผี
และครูใหญ่ของเมืองที่มีหน้าที่หลักในการดูแลองค์พระธาตุศรีสองรัก
พระธาตุคู่เมืองด่านซ้ายโดยเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียม
จะเป็นจุดเริ่มต้นวงจรของประเพณีนี้เริ่มต้นจากพิธีบายศรีที่บ้านของเจ้าพ่อกวนและเจ้าแม่นางเทียมในภาคเช้า
และระหว่างที่พิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์กำลังดำเนินอยู่นั่นเอง เด็ก ๆ
ในทุกบ้านเรืองของเมืองด่านซ้ายก็จะช่วยกันจัดหาเศษผ้ามาเย็บเป็นเสื้อผ้าของผีตาโขน
หาอุปกรณ์คือหวดนึ่งข้าวเหนียวและแกนก้านมะพร้าวมาทำหน้ากากผีตาโขนด้วยการวาดลวดลายเพิ่มสีสันเป็นผีตาโขนที่หน้าตาโหดร้ายน่ากลัว
หา "หมากกะแหล่ง" หรือกระดึงผูกคอวัวควายมาทำเป็นเครื่องประดับ
และที่สำคัญที่สุดที่ผีตาโขนหลายตัวประณีตบรรจงประดิดประดอยเป็นที่สุดก็คือ
อาวุธของผีตาโขนเป็นดาบใหญ่
ทำด้วยไม้มีทีเด็ดของดาบอยู่ที่ปลายด้ามดาบที่ทำเป็นรูปปลัดขิกอันโต
ทายอดกลม ๆ เป็นสีแดงแจ๋ เอาไว้ไล่จิ้มสาว ๆ ในเมือง
โดยเฉพาะในภาคบ่ายจะเป็นพิธีการในฝ่ายราชการ เป็นการแห่ผีตาโขน
โดยจัดรูปขบวนแห่ อันประกอบด้วยผีตาโขนใหญ่
ที่ทำเป็นหุ่นใหญ่คล้ายหัวโตของภาคกลาง และผีตาโขนเล็ก เป็นเด็ก ๆ
ผู้ชายในเมืองเกือบทั้งหมด
ภาคค่ำเป็นการชุมนุมกันฟังเทศน์มหาชาติของผู้เฒ่าผู้แก่และผู้ใหญ่ในเมือง
ส่วนในวันที่สอง
ตั้งแต่เช้าเป็นการออกอาละวาดไปทั่วเมืองของชาวผีตาโขน
และตกช่วงบ่ายจะเป็นพิธีจุดบั้งไฟขอฝน เป็นอันหมดสิ้นประเพณีแห่ผีตาโขนรวม
2 วันกับหนึ่งคืนด้วยกัน
จุดเด่นของพิธีกรรม
จุดเด่นที่สุดของงานนี้จะมีอยู่ด้วยกันสองช่วง คือ
ภาคบ่ายวันแรกอันเป็นขบวนแห่ผีตาโขนอันน่าสนุกสนานและสวยงาม
และวันที่สองช่วงสายที่ผีตาโขนจะออกอาละวาดไปทั่วเมือง
เร็วๆ นี้ ขบวนผีตาโขนกำลังจะออกมาวาดลวดลายกันแล้วนะคะ 12-14 มิถุนายน 2553 ..
คลิกเพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
ขอบคุณข้อมูลจากเวป
http://www.ku.ac.th/
|
|
|